เว็บไซต์ในประเทศ
   
+ Google
+ สมาคมว่ายน้ำแห่งประเทศไทย
+ Thaiswim.com
+ Thaipowerbike.com
 + Thaimtb.com
 + ganesh2011.com 
   
   
เว็บไซต์ต่างประเทศ
   
+ SwimNews.com
+ SwimmingWORLD
+ Swim2000
+ USA Swimming 
+ SwimNet
+ Swimming/Natation Canada 
+ SwimScotland  
+ SWIM Australia 
+ FINA  
+ Australian Swimming  
+ Swimming News 
+ Pacific Swimming  
+ Colorado Swimming 
 

Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player

บทความน่ารู้
  • สมาธิกับนักกีฬา

ในเรื่องการพัฒนาการของเด็กแล้ว"สมาธิ" ก็มีความสำคัญไม่แพ้กับเรื่องอื่น เพราะการที่เด็กจะมีจิตใจจดจ่อกับสิ่งที่กระทำอยู่หรือเรียนรู้ สามารถควบคุมจิตใจไม่ให้วุ่นวายสับสนได้หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับสมาธิ โดยเฉพาะนักกีฬาที่ต้องการพัฒนาตัวเองขึ้นไปในระดับสูงนั้น การเรียนรู้ ในสิ่งที่ได้รับการฝึกสอน และสามารถปรับแก้ไปสู่ความผิดพลาดที่น้อยที่สุด   ก็จะนำไปสู่การที่สามารถดึงศักยภาพของนักกีฬาออกมาได้อย่างเต็มศักยภาพ  แต่ในปัจจุบันสภาพที่พบเห็นก็คือ เรากำลังประสบปัญหา "เด็กสมาธิสั้น"  ทั้งในกลุ่มที่มีอาการชัดเจน  และที่ยังไม่ชัดเจน แต่ก็ยังพอสังเกตได้จาก  การมีพัฒนาการหรือความเปลี่ยนในสิ่งง่ายๆที่สามารถปฏิบัติได้นั้น กลับไม่สามารถปฏิบัติได้อย่างสมเหตุสมผล   ปัจจุบันประเทศไทยมีจำนวนเด็กสมาธิสั้นมากขึ้น ซึ่งปัจจัยใหญ่ที่ส่งผลให้เด็กสมาธิสั้นมี 3 สาเหตุด้วยกัน คือ

 

1. อาการสมาธิสั้นจากการได้รับมลภาวะในสิ่งแวดล้อม

คือ ภาวะที่เด็กได้รับสารตะกั่วมากเกินไป ซึ่งจากการสำรวจเราพบว่าเด็กในเมืองใหญ่ที่มีการจราจรหนาแน่นจะมีอาการสมาธิสั้น ขณะที่เด็กในชนบทกลับไม่ค่อยเป็น ทั้งนี้ก็เพราะเด็กตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาจนกระทั่งอายุ 7 ขวบ จะไม่มีระบบป้องกันสารตะกั่วขึ้นสู่สมองเหมือนกับผู้ใหญ่ที่มีสมองเติบโตเต็มที่แล้ว และสารตะกั่วนี้ยังสามารถส่งผ่านทางสายรกสู่สมองเด็กได้ เด็กที่มีระดับตะกั่วสูงตั้งแต่แรกเกิดจึงมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอาการสมาธิสั้นและมีกิจกรรมการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ นอกจากนี้ยังมีการวิจัยโดยนำเอาสารตะกั่วที่ได้จากโรงกลั่นน้ำมันผสมอาหารให้แม่หมูที่ตั้งท้องกิน พบว่าเมื่อลูกหมูคลอดออกมาเซลล์สมองหลายๆส่วนถูกตะกั่วทำลายหมด โดยเฉพาะในส่วนที่ควบคุมสมาธิ เด็กที่มีอาการสมาธิสั้นอันเนื่องมาจากได้รับสารตะกั่วมากเกินไปจะมีเป็นกลุ่มที่มีสมาธิสั้นแท้ คือนอกจากจะมีสมาธิสั้นแล้วยังมีการเคลื่อนไหวมากกว่าปกติ ถ้าพบว่าเด็กมีอาการแบบนี้ต้องรีบพาไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรักษาแต่เนิ่นๆ เพราะอาการแบบนี้เกิดจากความบกพร่องบางอย่างในสมอง

2. อาการสมาธิสั้นจากการแพ้สารอาหาร

เด็กสมาธิสั้นกลุ่มนี้จะมีอาการคล้ายๆกับกลุ่มสมาธิสั้นแท้ เพียงแต่ไม่มีอาการลุกลี้ลุกลน ซึ่งจะทำให้เด็กไม่มีสมาธิในการเรียนและเมื่อสอบคะแนนก็จะออกมาไม่ดี และมีงานวิจัยในเด็กกลุ่มนี้ที่มีการตีพิมพ์แล้ว พบว่าในเด็ก 100 คน มีเกือบ 20 คน ที่มีอาการเนื่องมาจากการแพ้สารอาหารคือ แพ้สีผสมอาหารและเมื่อทดลองให้รับประทานอาหารที่ไม่มีสีผสมอาหาร ปรากฏว่าอาการดีขึ้น ซึ่งสีผสมอาหารที่เด็กได้รับส่วนใหญ่จะมาจากหวานเย็นสีสดใสต่างๆของเล่นที่เด็กเอาเข้าปากได้ และมีอีกกลุ่มหนึ่งที่แพ้น้ำตาลทรายขาวในกลุ่มที่ถูกฟอกสี รวมทั้งช็อกโกแลต (เด็กที่ติดช็อกโกแลต) เพราะในช็อกโกแลตจะมีสารกระตุ้นบางอย่างถ้าไม่ได้กินเด็กก็จะซึมเซาและเมื่อได้ช็อกโกแลตอาการก็จะกลับมาปกติ เป็นต้น

3. อาการสมาธิสั้นจากการนอนไม่หลับหรือพักผ่อนไม่เพียงพอ

เพราะเด็กควรนอนอย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมง การที่เด็กนอนไม่เต็มอิ่ม เมื่อตื่นขึ้นมาจะมีอาการงัวเงีย ปวดศีรษะ เนื่องจากสมองขาดเลือดและ
ออกซิเจน ทำให้เส้นเลือดขยายตัว เพื่อให้ออกซิเจนไปเลี้ยงสมองมากขึ้น และเส้นเลือดที่ขยายก็จะไปดันเยื่อหุ้มสมอง ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ เมื่อไปโรงเรียนก็จะนั่งสัปหงก ไม่มีสมาธิในการเรียน โดยมากจะพบในเด็กที่นอนกรนเนื่องจากทอนซิลโต หรือทอนซิลอักเสบ ทางเดินหายใจไม่ดี จึงทำให้ตื่นบ่อยเนื่องจากการหายใจไม่เต็มปอด หรือพบในกลุ่มเด็กที่มีน้ำหนักมาก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ควรพาไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาต่อไป

ข้อพิจารณาสำหรับผู้ฝึกสอน               
            
ในการจัดระบบโดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักกีฬาที่ต้องมีการฝึกปฏิบัติในสิ่งที่ยากขึ้นไปเรื่อยๆทั้งการพัฒนาทักษะ เทคนิค และความอดทน ซึ่งล้วนต้องอาศัยการเรียนรู้ในสิ่งใหม่  หมายถึงต้องมีศักยภาพในการรับข้อมูลเข้านั่นเอง

ข้อควรพิจารณาสำหรับผู้ฝึกสอนนักกีฬาก็คือในกรณีเด็กที่เราสอนอยู่ไม่มีสมาธิในการเรียนนั้น ก็ควรมีข้อพิจารณาใน 3 ประเด็นคือ

1.การคัดแยกกลุ่มการสอน เพราะแม้แต่ในเด็กปกติก็ยังมีความสามารถในการ ฟัง คิด ปฏิบัติ ที่ไม่เท่ากัน อันมาจากพื้นฐานเดิม จากระดับไอคิว จากทักษะในการคิด การฟัง  หรือรูปแบบในการแปลงความคิดจากระบบเดิม  การที่นำเด็กที่มีความสามารถสูงกว่ามารวมกับเด็กที่มีความล่าช้าในการพัฒนาจะทำให้เกิดผล เสียใน2 ด้านคือ

  • เด็กที่มีพัฒนาการที่เร็วกว่าจะเกิดความเบื่อหน่ายในความซ้ำซากวนเวียนอยู่กับสิ่งที่เรียน จนนำไปสู่ความเบื่อหน่ายและไม่เกิดความท้าทายในสิ่งที่ทำอยู่ และเลิกไปในที่สุด   ซึ่งผู้ฝึกสอนทุกคนไม่อยากให้เกิดกับนักกีฬาที่เก่ง  ซึ่งในทางตรงข้ามกันในการที่สามารถรวมเด็กที่มีศักยภาพในการเรียนรู้เข้าด้วยกันนั้นจะทำให้ เกิดการท้าทายในการแข่งขันกันเรียนรู้ในสิ่งใหม่ จนเกิดการพัฒนาไปในจุดที่ต้องการมากของผู้ฝึกสอน
  • เด็กที่มีพัฒนาการช้ากว่า ก็จะตามไม่ทันกับสิ่งที่เรียนรู้ ทำให้เข้าใจเป็นท่อนๆ หรือขาดเป็นส่วนๆในทางปฏิบัติก็ไม่สามารถปฏิบัติได้ตามที่ผู้ฝึกสอนต้องการได้ จนต้องมีการตำหนิติเตียนกันบ้าง ซึ่งในระยะยาวต่อไปจะส่งผลเสียในการซ้ำเติมทำให้  ความมั่นใจในการเรียนรู้สิ่งใหม่จะลดลงไปเรื่อยๆ จนสุดท้าย ก็ต้องเดินออกจากทางที่เดินอยู่เพราะไม่สามารถก้าวไปพร้อมกับกลุ่มได้นั่นเอง

การแก้ไขปัญหาของผู้ฝึกสอน คือการที่ผู้ฝึกสอนต้องสามารถประเมินพัฒนาการของเด็ก ความสามารถในการเรียนรู้  และสามารถแบ่งกลุ่มการเรียนการฝึกสอนที่แตกต่างกันออกไปได้  เพราะเพชรนั่น จะไม่มีการนำมาเจียรนัยทั้งกระบุง แต่จะเลือกคัดคุณภาพน้ำเพชรก่อนแล้วถึงจะวางแผนเจียรนัย ให้ได้เพชรที่มีคุณภาพ  ซึ่งถ้าไม่คัดแยกให้ดีแล้ว ก็คือการทำลายทั้งเด็กเก่งและเด็กที่เรียนรู้ช้าไปนิดไปพร้อมๆกัน ถือว่าเป็นความผิดพลาดที่แก้ไขได้ถ้าเข้าใจ

2. การจัดระบบการเรียนหรือฝึกสอน   จัดแยกกลุ่มที่มีการเรียนรู้ได้ดีได้เร็ว และพัฒนาการเร็วนั้น ต้องแยกจากกลุ่มที่มีพัฒนาการเรียนรู้ที่ช้ากว่า

  • ในกลุ่มที่เรียนรู้เร็ว นั้นการวางโปรแกรมท้าทายความสามารถ  รวมทั้งการวางเป้าหมายร่วมกับนักกีฬาจะเป็นตัวกระตุ้นให้เด็กมีความฝันแลจินตนาการต่อการฝึกซ้อมที่ดี  ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างแรงจูงใจต่อการฝึกซ้อมและพัฒนาการที่ดีต่อไป ซึ่งเด็กเหล่านี้เหมาะสำหรับเล่นกีฬาที่ต้องอาศัยเทคนิคสูง หรือในกรณีนักกีฬาว่ายน้ำ ในท่าว่ายที่ต้องอาศัยเทคนิคชั้นสูงนั้นจะเหมาะสำหรับเด็กกลุ่มนี้  และแรงจูงใจในการฝึกซ้อมหรือความขยันซ้อม จะลดลงทันทีที่ความท้าทาย หรือเป้าหมายที่ตั้งไว้บรรลุแล้ว  ดังนั้นจึงต้องมีการวางแผนร่วมกัน และพูดคุยกับนักกีฬาที่จะต้องเป้าหมายให้สูงและบอกทิศทางที่จะก้าวไปในแต่ละลำดับเพื่อสร้างเป้าหมายไม่สิ้นสุด อันหมายถึงแรงจูงใจไม่สิ้นสุดนั่นเอง
  • ในกลุ่มที่มีการเรียนรู้ช้ากว่านั้น โปรแกรมที่ต้องมีการทบทวนตรวจสอบก่อนก้าวไปในแต่ละSTEP นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะไม่เป็นการให้เด็กเข้าใจไม่ครบ ซึ่งความสามารถในการต่อภาพ      จิ๊กซอในใจของเด็กก็ไม่สามารถทำได้อย่างลงตัวได้ด้วยตัวเอง  แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นธรรมชาติของเด็กในกลุ่มนี้คือ ความอดทนในการเรียนรู้จะมีมากกว่าเด็กที่สามารถเรียนรู้อะไรได้เร็วๆ  และก็จะมีความมั่นคงในสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปแล้ว หรือเพี้ยนจากที่ผู้ฝึกสอน ได้ทำการสอนไม่มากนั่นเอง  ซึ่งคุณสมบัติในการที่มีความอดทนต่อการเรียนรู้ และเมื่อเรียนรู้แล้วเพี้ยนน้อย นั่นก็เป็นอะไรที่ผู้ฝึกสอนต้องการเช่นกัน แต่ ก็ต้องอดทน ในการฝึกสอน และใช้จิตวิทยาในการอยู่ร่วมกันอย่างยิ่ง

3. การสร้างหรือพัฒนากระบวนการเรียน  และประเมินผล  ไม่ว่ากลุ่มที่เรียนรู้เร็วหรือช้า มีสิ่งหนึ่งที่เขาต้องการทราบว่า ณ วันนี้เขามีศักยภาพในการพัฒนาไปถึง ลำดับไหนแล้ว หรือมีความก้าวหน้าไป เมื่อเทียบกับเป้าหมาย  เพื่อเป็นกำลังใจในการพัฒนาตนเองผู้ฝึกสอนต้องทำการประเมินผลให้เขาททราบว่า เขามีพัฒนาการไปขั้นไหนแล้ว   ศักยภาพที่มีอยู่เมื่อเทียบกับเป้าหมายหรือระยะห่างจากจุดที่ต้องการยังห่างอีกเท่าไร และสิ่งที่เขาขาดจะต้องทำอะไรบ้าง  ยิ่งในกลุ่มนักกีฬาที่มีความสามารถสูงขึ้นนั้น  การสามารถสอนให้เขาสามารถสอนตัวเองได้ หรือวิเคราะห์ความบกพร่องหรือจุดขาดของตนเองได้นั้น จะทำให้เขาสามารถก้าวไปสู่การนำเอาศักยภาพสูงสุดมาใช้ได้อย่างมั่นใจนั่นเอง

หากจะกล่าวโดยสรุปก็คงต้องบอกว่า สิ่งที่จะช่วยให้เด็กประสบความสำเร็จในอนาคตข้างหน้าทุกคนจะต้องฝึกให้เด็กมีวินัย สมาธิและสติที่ดี เพราะสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เด็กรู้จักตัดสินใจ รู้กาลเทศะ แล้วก็สามารถแก้ปัญหาในชีวิตได้  รวมทั้งการเป็นคนดีของสังคม คือบรรทัดสุดท้ายของความต้องการของพ่อแม่ซึ่งการกีฬาจะมีส่วนช่วยสร้างสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้นอย่างดี  แต่ถ้าคนที่อยู่ในระบบกลับเป็นผู้ที่ไม่เข้าใจและทำลายด้วยความไม่เข้าใจนั้น ก็จะเป็นสิ่งที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง  เพราะชีวิตของเด็ก ไม่สามารถเริ่มเล่นได้ใหม่เหมือนแผ่นหนังVCDที่เปิดใหม่และเลือกดูได้ในทุกตอนของชีวิตได้

Copyrights © 2009 www.swimfanclub.com All Rights Reserved.

counter